วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560

​ป้องกัน “ มะเร็งลำไส้ ” ทำได้ด้วยตัวเอง


​ป้องกัน “ มะเร็งลำไส้ ”  ทำได้ด้วยตัวเอง
โรคมะเร็งลำไส้นี่ถือว่าเป็นโรคมะเร็งอันดับต้นๆ ที่คนไทยส่วนใหญ่เป็น โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของเนื้อเยื่อบริเวณลำไส้ที่เมื่อแบ่งตัวเพิ่มขึ้น ขนาดของติ่งเนื้อ หรือเนื้องอกนั้นกลายเป็นมะเร็ง ซึ่งถ้าไม่ได้รีบรักษา เซลล์มะเร็งนี้ก็จะลุกลามและแพร่กระจายไปตามเนื้อเยื่อต่างๆ อย่างรวดเร็ว
"จากข้อมูลสถิติทางการแพทย์ของไทยในปัจจุบันพบว่า มะเร็งลำไส้และทวารหนักกลายมาเป็น
โรคยอดฮิตติดอันดับ 1 ใน 3 ของคนไทย โดยทำคะแนนเฉือนมะเร็งปอด และ มะเร็งตับ ไปอย่างเฉียดฉิว"
ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ
สาเหตุของมะเร็งลำไส้ใหญ่
โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด แต่พบปัจจัยที่มีส่วนที่ทำให้เกิดโรคได้หลายปัจจัย ดังนี้
  • การรับประทานอาหาร รูปแบบการรับประทานอาหารที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบตะวันตกมากขึ้น ซึ่งเป็นอาหารประเภทไขมันสูงและมีกากใยอาหารต่ำ โดยพบว่าผู้ที่มีการกินอาหารในลักษณะนี้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถบอกได้ถึงความสัมพันธ์ของการเกิดโรคและอาหารการกินที่ชัดเจน
  • พันธุกรรม - ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่หรือน้อง จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรค และความเสี่ยงจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อญาติที่ป่วย เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ก่อนอายุ 45 ปี
  • อายุที่เพิ่มมากขึ้น - มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามวัย โดยเฉพาะผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ในรายที่มีอายุน้อยก็สามารถพบได้ แต่มีจำนวนไม่มาก
  • การอักเสบของในลำไส้ - อาจมาจากโรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับลำไส้ใหญ่ เช่น ลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง หรือโรคโครห์น
  • วิถีชีวิตที่ไม่ค่อยขยับร่างกาย
  • การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์
  • การเข้ารับการฉายแสงในการรักษามะเร็งบริเวณช่วงท้อง
  • โรคอื่น ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน

สัญญาณเตือนภัย
ตัวคุณเองเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้หรือไม่?
1.) รับประทานผักและผลไม้น้อย?
2.) มักทานอาหารจานด่วน และ อาหารที่มีไขมันสูง?
3.) มีอาการท้องผูกบ่อยๆ หรือ ขับถ่ายไม่เป็นปกติ?
4.) มีอาการท้องอืด แน่นท้อง มีแก๊สมากเกินไป?
5.) รู้สึกอ่อนเพลีย นอนไม่หลับ วิตกกังวล ป่วยง่าย?
6.) มีกลิ่นตัว กลิ่นปาก แก้เท่าไรก็ไม่หาย?
7.) เป็นสิว มีผื่นคันเรื้อรัง มีอาการภูมิแพ้ชนิดอื่น?
8.) คัดจมูก มีเสมหะมาก ลิ้นเป็นฝ้า เหนื่อยง่าย?


อาการแบบไหน...ถึงเรียกว่าเข้าข่าย

อาการปวดท้องของผู้ที่เข้าข่ายเป็นมะเร็งลำไส้นั้น ดูผิวเผินอาจจะเป็นอาการปวดแบบธรรมดา แต่ที่แตกต่างออกไปคือการปวดท้องที่เรื้อรัง ท้องอืดเรื้อรัง ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ มีเลือดออก น้ำหนักลดผิดปกติ อ่อนเพลียง่าย ท้องผูกสลับท้องเสีย และเมื่อคลำบริเวณท้องก็พบก้อน แต่อาการพวกนี้มักไม่ได้แสดงออกชัดเจน ทำให้ส่วนใหญ่คนไข้ไม่ค่อยรู้ตัว

ลดไขมันสูง + เพิ่มกากใยอาหาร ช่วยได้!

สำหรับคนที่ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงๆ แล้วล่ะก็ งานนี้อาจจะต้องลดกันหน่อย เพราะนอกจากจะเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้แล้ว ยังเสี่ยงเป็นโรคอ้วนอีกด้วย หันมาทานผักผลไม้ที่มีกากใยอาหารสูงๆ ดีกว่า เช่น ฝรั่ง แอปเปิล เพราะช่วยให้ขับถ่ายได้ดีขึ้น และดื่มน้ำตามมากๆ เพื่อป้องกันการอุดตันของลำไส้จากเส้นใยอาหาร

การป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่
มะเร็งลำไส้ใหญ่สามารถป้องกันได้หลายวิธี คือ
  • เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผู้คนทั่วไปควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ก่อนอายุ 50 ปี แต่หากเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะมีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคนี้ ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคนี้ก่อนอายุ 50 ปี และตรวจอย่างสม่ำเสมอ เพราะมีความเสี่ยงต่อโรคมากกว่าคนทั่วไป โปรแกรมการคัดกรองโรคในแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้าร่วมโปรแกรม
  • เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดำเนินชีวิต การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันบางอย่างอย่างค่อยเป็นค่อยไปจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคลงได้ตามคำแนะนำต่อไปนี้
    • เน้นรับประทานผัก ผลไม้ และธัญพืช พยายามเลือกรับประทานผักและผลไม้ที่มีความหลากหลาย เนื่องจากเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามิน กากใย และสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง
    • เลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ ควรจำกัดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมในปริมาณที่พอเหมาะ โดยผู้ชายควรดื่มไม่เกินวันละ 2 หน่วยมาตรฐาน หรือผู้หญิงควรดื่มไม่เกิน 1 หน่วยมาตรฐานต่อวัน รวมไปถึงการไม่สูบบุหรี่ ที่เป็นการนำเอาสารก่อมะเร็งเข้าสู่ร่างกายได้
    • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เลือกกิจกรรมที่ช่วยให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวหรือออกกำลังกายที่ชื่นชอบอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน
    • รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน การรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ควบคู่กับการออกกำลังกายและเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคภัยต่าง ๆ







Maxx Deto ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เเม็กซ์ ดีโต้
ผลิตภัณ์เสริมอาหารดีท็อกซ์ ครบสูตรเรื่องสุขภาพ
ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ล้างสารพิษ ขับของเสียให้คุณสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก
ขับถ่ายดี ลดพุง หุ่นสวยผิวใส ปลอดภัย 100%
รสชาติดีด้วยกลิ่นหอมจากสับปะรด สุขภาพดีง่ายๆ แค่ฉีกชงดื่ม
ทางเลือกใหม่ของคนไม่ทานผัก  
Maxx Deto SX เพียง 1 ซอง = การทานผัก ถึง 10กก.
นวัตกรรมล่าสุดที่ใช้ไฟเบอร์นำเข้าจากอเมริกา พร้อมทั้งมีพรีไบโอติก
เพื่อเพิ่มจุลินทรีย์ที่ดีให้กับลำไส้ ทำให้ถ่ายง่าย ไม่ปวดบิด
ช่วยล้างสารพิษจากภายใน.
เพียงแค่วันละซองคุณจะสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง

ดีท็อกซ์มีประโยชน์อะไรบ้าง

           ทำความสะอาดลำไส้ และแบคทีเรียที่เป็นโทษต่อร่างกาย ลดการสะสมสารพิษ และเมื่อสารพิษต่าง ๆ ถูกชะล้างออกไป ลำไส้ก็จะทำงานได้ตามปกติ

           ทำให้ร่างกายสดชื่น เมื่อร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำ 60-70 เปอร์เซ็นต์ การสวนล้างลำไส้ด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือแร่ ร่างกายจะดูดซึมน้ำเหล่านั้นไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ทำให้เซลล์ต่าง ๆ ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

           บริหารกล้ามเนื้อลำไส้ ถ้ามีของเสียตกค้างที่ลำไส้มากจะทำให้ลำไส้อ่อนแอลง แต่เมื่อล้างลำไส้แล้วจะช่วยให้กล้ามเนื้อลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น กำจัดของเสียได้มากขึ้น ทำให้ไม่เกิดสารตกค้างจนกลายเป็นพิษในลำไส้

            ทำให้ลำไส้มีขนาดปกติ เพราะถ้ามีของเสียอุดตันในลำไส้ จะทำให้ลำไส้ทำงานผิดปกติและจะทำให้รูปร่างของลำไส้เปลี่ยนแปลงไป เช่น มีอาการบวมหรือโป่ง แต่เมื่อสวนล้างลำไส้เอาสารพิษออกไป จะช่วยให้รูปร่างของลำไส้กลับมาเป็นปกติตามธรรมชาติ

           ทำให้ระบบการทำงานในร่างกายดีขึ้น เพราะตามปกติแล้วอวัยวะต่างๆ ในร่างกายทุกส่วนจะทำงานเชื่อมต่อกับลำไส้ผ่านจุดตอบสนอง ฉะนั้น เมื่อได้สวนลำไส้จะช่วยกระตุ้นจุดที่ว่านี้และส่งผลให้ร่างกายโดยรวมทำงานได้ดี เช่น ตับ ถุงน้ำดี ไต ตับอ่อน และต่อมน้ำเหลือง ฯลฯ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

โรคไตวายเฉียบพลัน

โรคไตวายเฉียบพลัน  อาการแทรกซ้อนสุดอันตรายที่ต้องเฝ้าระวัง หากรักษาไม่ทันการณ์ อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ไตวายเฉียบพลันเป็นอาการที่สามารถเก...