วันเสาร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2560

เบต้า-กลูแคน (Beta Glucan)

เบต้า-กลูแคน คือ สารประกอบประเภทน้ำตาลหลายโมเลกุล หรือที่เรียกว่า โพลิแซ็กคาไรด์ (Polysaccharide)ชนิดหนึ่ง มีคุณสมบัติเป็นใยอาหาร (Fiber) ที่ช่วยในระบบการย่อยอาหาร และระบบขับถ่าย เบต้ากลูแคน ประกอบขึ้นจากน้ำตาลกลูโคส ซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว กลูแคนหรือน้ำตาลกลูโคสนั้น แบ่งออกเป็น อัลฟา-กลูแคน และเบต้า-กลูแคน
เบต้า-กลูแคน (BETA GLUCAN) มีคุณสมบัติมหัศจรรย์ที่สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกายใช้ป้องกันโรคติดเชื้อจากจุลชีพต่างๆ ทั้งยังมีคุณสมบัติอื่นๆ ที่สำคัญ คือ ลดระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือด เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สำหรับประโยชน์ที่เหนือกว่าสารอาหารอื่นๆ คือ สรรพคุณในการป้องกันและต้านเซลล์มะเร็ง เมื่อร่างกายได้รับเบต้า-กลูแคน เม็ดเลือดขาวจะถูกกระตุ้นให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เบต้า-กลูแคน จะถูกย่อยที่บริเวณผนังลำไส้เล็กส่วน lleum ที่เรียกว่า Peyer's Patches โดย เซลล์มาโครฟาส หรือ เซลล์ต่อสู้โรค ให้กลายเป็นแท่ง (fragment) เล็กๆ ของ เบต้า-1, 3/1, 6-D-glucan Polysaccharide จะไปจับกับ Receptor ของ Neutrophils (เซลล์เม็ดเลือด ขาวที่คอยกำจัดเชื้อโรค) ซึ่งจะทำให้ Neutrophils มีความจำเพาะเจาะจงกับเชื้อโรคมากขึ้น เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหา และจับกับสิ่งแปลกปลอมเพื่อทำลายสิ่งแปลกปลอมในร่างกายได้เร็วขึ้น
ปัจจุบัน เบต้า-กลูแคน มีการศึกษากันอย่างแพร่หลาย แต่การศึกษาครั้งแรกเริ่มขึ้นใน ทศวรรษที่ 40 เมื่อ Louis Pillemer ศึกษา Zymosan ซึ่งเตรียมได้จากผนังเซลล์ของยีสต์ ที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นยาที่ออกฤทธิ์ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน แต่ในขณะนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่า โปรตีน ไขมัน น้ำตาลเชิงซ้อน หรือองค์ประกอบใดของ Zymosan ที่สามารถออกฤทธิ์ต่อ ระบบภูมิคุ้มกันได้
หลังจากนั้น ราวทศวรรษที่ 50 Nicholas DiLuzio จากมหาวิทยาลัย Tulane ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำการวิจัยเพิ่มเติมจนพบว่า สารที่มีผลต่อการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันใน Zymosan ที่จริงแล้ว คือ เบต้า-กลูแคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Beta-1,3-D-glucan ซึ่งเป็น โพลิ แซ็กคาไรด์สายยาวของน้ำตาลกลูโคส ที่เชื่อมต่อกันด้วย glycoside lingkage ตรงโมเลกุลของออกซิเจนที่ตำแหน่ง C1 กับ hydroxyl ที่ตำแหน่ง C3 ของอีกกลุ่มหนึ่ง
ผลงานดังกล่าว จุดประกายให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มศึกษาถึงความสามารถในการกระตุ้น ระบบภูมิคุ้มกัน ของ เบต้า-กลูแคน เรื่อยมาจนก้าวเข้าสู่ยุคปี 80 Joyce K. Czop จากมหาวิทยาลัย Harvard ได้ค้นพบตัวรับที่จำเพาะต่อเบต้า-กลูแคนบนผิวเซลล์ของ Macrophage โดยตัวรับดังกล่าว เป็นกลุ่มของโปรตีนที่มีขนาดประมาณ 1 ไมครอน ซึ่งจะพบอยู่บนผิวเซลล์ Macrophage ตั้งแต่เริ่มสร้างจากไขกระดูกจนตาย
Joyce K. Czop อธิบายว่า เมื่อสาย α-Helix ซึ่งเป็นโครงสร้างสามมิติของ เบต้า-กลูแคน ที่ประกอบไปด้วยน้ำตาลประมาณ 7 หน่วยเข้าไปจับที่ตัวรับบนผิวเซลล์ ก็จะไปกระตุ้นเซลล์ Macrophage ให้อยู่ในสภาวะตื่นตัว เพื่อทำหน้าที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่อไปแต่ในภาวะปกติ แล้วเซลล์ Macrophage ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในสภาวะสงบ ซึ่งหมายความว่า ระบบภูมิคุ้มกัน ต่างๆ ของร่างกายจะไม่ทำงานจนกว่าจะตรวจพบสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก ที่เข้าสู่ร่างกาย เช่น แบคทีเรีย, ไวรัส, เชื้อรา หรือสารเคมี ต่างๆ แต่หากร่างกายของเราได้รับเบต้า-กลูแคนอยู่เป็น ประจำแล้ว เบต้า-กลูแคน เหล่านี้ก็จะคอยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ มาโครฟาสจ์ (Macrophage) ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอยู่ตลอดเวลา ซึ่งกระบวนการในการกระตุ้นเซลล์ มาโครฟาสจ์ (Macrophage) ของเบต้ากลูแคน นั้นมีอยู่หลายทาง เช่น
  • กระตุ้นให้เม็ดเลือดขาว มาโครฟาสจ์ (Macrophage) ให้อยู่ในสภาวะที่เตรียมพร้อม และตื่นตัวอยู่เสมอ
  • ควบคุมการหลั่ง cytokines เช่น interleukins เพื่อกระตุ้นการสื่อสารระหว่างเซลล์ต่างๆ ในระบบภูมิคุ้มกัน
  • กระตุ้นการหลั่ง colony-stimulating factors เพื่อเพิ่มปริมาณการสร้างและการเจริญเติบโตของเม็ดเลือดขาว เช่น Neutrophils และ Eosinophils จากไขกระดูก


กระบวนการเหล่านี้ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ เซลล์ Macrophage ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้ามาสู่ร่างกายนั่นเอง และจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายในด้านต่างๆ ดังนี้
  • ต้านเซลล์มะเร็ง ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งต่างๆ
  • บรรเทาอาหาร และฟื้นตัวได้เร็วหลังจากทำเคมีบำบัด
  • ลดอาการภูมิแพ้และไข้หวัด
  • บรรเทาการติดเชื้อ และการอักเสบจากเชื้อชนิดต่างๆ
  • ช่วยให้บาดแผลหายเร็วขึ้น


เบต้า-กลูแคน สามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งได้ จากการศึกษาของ Peter W. Mansell ในคนไข้ที่เป็นมะเร็งผิวหนัง 9 ราย พบว่าขนาดของเซลล์มะเร็งที่ผิวหนังของคนไข้ ลดลง เมื่อได้รับการฉีด เบต้ากลูแคน เข้าไปรวมกับผลการทดลองจากการฉายรังสีในระดับที่ เป็นอันตรายให้แก่หนูที่ได้รับ เบต้า-กลูแคน เป็นประจำ พบว่า 70% ของหนูทั้งหมดที่ทำการ ทดลองไม่ได้รับอันตรายจากผลของรังสี ซึ่งข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ของ เบต้า-กลูแคน ได้เป็นอย่างดี
ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีถึงผลของ เบต้า-กลูแคน ที่มีต่อการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ผ่านทาง เซลล์ Macrophage อย่างไรก็ตาม กลไกการลำเลียง เบต้ากลูแคน เข้าสู่ร่างกายยังไม่เป็นที่ทราบชัดเจน โดยสันนิษฐานว่า การลำเลียงดังกล่าวนั้น น่าจะเกิดขึ้นที่ Microfold ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์เนื้อเยื่อบุผิว ที่ดัดแปลงไปทำหน้าที่พิเศษที่เรียกว่า M-cell โดยเซลล์เหล่านี้จะ พบอยู่ภายใน Peyer’s patches ของต่อมน้ำเหลืองตามทางเดินอาหาร หลังจากที่ เบต้ากลูแคน ถูกนำเข้าสู่ M-cell แล้ว M-cell ก็จะส่งต่อเบต้ากลูแคนให้กับเซลล์ Macrophage อีกที
เบต้า-กลูแคน นอกจากจะใช้ทำเป็นอาหารเสริมสุขภาพแล้ว ยังมีการนำไปใช้ในเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางจำพวกครีมกันแดดได้อีกด้วย เบต้ากลูแคน สามารถกระตุ้นให้แผลหายเร็ว ขึ้น โดยจะไปเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้าง collagen ของเซลล์ผิวหนัง ลดการเกิดอนุมูลอิสระ และกระตุ้นการทำงานของเซลล์ Langerhans ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีหน้าที่ นำเสนอสิ่งแปลกปลอม ให้แก่เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน คล้ายๆกับเซลล์ Macrophage โดยกระบวนการเหล่านี้ จะมีผลทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส ลดริ้วรอย และชะลอความแก่ของเซลล์ผิวหนังให้ช้าลง
แหล่งที่พบ เบต้า-กลูแคน ในธรรมชาติ พบได้ในพืชบางชนิด เช่น เห็ด ผักสมุนไพรต่างๆ เช่น ว่านหางจระเข้ม, โสม, ข้าวโอ๊ต, ชะเอมเทศ, ยีสต์ (ยีสต์ดำ ยีสต์ ขนมปัง), ข้าวบาร์เลย์ , สาหร่าย และราเส้นใย เป็นต้น สำหรับ เบต้า-กลูแคน จากยีสต์ดำ เกิด จากการเพาะเลี้ยงยีสต์ดำโดยเฉพาะ ซึ่งตัวยีสต์ดำ จะสร้างใยอาหารเบต้า-กลูแคน บริสุทธิ์ที่มี โครงสร้างเป็น เบต้า-1, 3/1, 6-D-glucan (แปลว่า มีตำแหน่งเชื่อมต่อหลักที่ตำแหน่ง 1 และ 3 ของโมเลกุล และมีตำแหน่งเชื่อมต่อรองที่ตำแหน่ง 1 และ 6 ของโมเลกุล)

DHA คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร


DHA (Docosahexaenoic Acid) คือกรดไขมันชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกายของมนุษย์อย่างมาก โดยอยู่ในกลุ่มของสารโอเมก้า 3 ซึ่งร่างกายของเราไม่สามารถผลิตหรือสังเคราะห์ขึ้นมาได้เอง ดังนั้น จึงต้องได้รับสารอาหารชนิดนี้จากการรับประทานอาหารที่มีสารโอเมก้า 3 เข้าไปเท่านั้น โดยส่วนใหญ่สารนี้จะอยู่ในอาหารประเภทปลาต่างๆ อย่างปลาทะเลน้ำลึก เช่น แซลมอน, ทูน่า เป็นต้น หรือในปลาน้ำจืด เช่น ปลาสวาย, ปลาช่อน เป็นต้น หรือในรูปของนมผง รวมทั้งไข่เป็นต้น

คนในวัยทำงานหากระดับของสาร DHA ในสมองลดต่ำลงจะก่อให้เกิดความเครียดขึ้น อาจกลายเป็นคนก้าวร้าว และเกิดภาวะซึมเศร้าขึ้นได้ และในผู้สูงอายุหากระดับของสาร DHA ลดต่ำลง ก็จะส่งผลให้กลายเป็นโรคอัลไซเมอร์ และมีปัญหาในด้านสายตาได้

DHA มีประโยชน์อะไรบ้าง?
– ช่วยเสริมพัฒนาการทางสมองของเด็กได้ดีมากๆ เป็นการเพิ่มความจำที่ดี รวมทั้งทักษะในด้านการเรียนรู้สิ่งต่างๆ
– ช่วยบำรุงสายตาของเด็กก่อนที่จะเริ่มพัฒนาไปสู่ทักษะในด้านต่างๆ
– ช่วยแก้โรคสมาธิสั้นในเด็กได้ดี ทำให้สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบข้างได้อย่างรวดเร็ว
– ช่วยบำรุงระบบประสาทให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในวัยทารก
– ช่วยป้องกันการเกิดภาวะซึมเศร้าขึ้น
– ช่วยป้องกันภาวะหลอดเลือดเกิดการอุดตัน

ประโยชน์จากงาดำ

งาดำ ชื่อสามัญ Black Sesame Seeds
งาดำ ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Sesamum indicum L. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Sesamum orientale L.)จัดอยู่ในวงศ์งา (PEDALIACEAE)
งาดำอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุอย่างวิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี 5 บี 6 บี 9 แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม โซเดียม ฟอสฟอรัส สังกะสี เหล็ก เป็นต้น โดยสามารถช่วยบำรุงร่างกายเกือบทุกสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็น ผม ผิวพรรณ กระดูก เล็บ ระบบขับถ่าย การบำรุงหัวใจ จึงเหมาะกับทุกวัย แม้กระทั่งเด็กที่มีอาการป่วยอยู่แล้ว หรือผู้หญิงที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยทอง งาดำจะจำเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยป้องกันโรคภาวะกระดูกพรุนอย่างได้ผล

ประโยชน์ของงาดำ

  1. งาดำ มีความสำคัญอย่างมากต่อความสมบูรณ์ของร่างกาย
  2. ช่วยชะลอความแก่ คงความอ่อนเยาว์
  3. ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ชุ่มชื้น ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
  4. ช่วยซ่อมแซมและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนังของคุณ
  5. ช่วยบำรุงรากผมให้แข็งแรง และช่วยให้ผมดกเงางาม
  6. ช่วยป้องกันผมหงอก
  7. ช่วยเพิ่มพลังงานและความแข็งแรงของร่างกาย
  8. ช่วยในการเผาผลาญและสลายไขมัน ลดความอ้วน
  9. ช่วยลดการดูดซึมและการสังเคราะห์คอเลสเตอรอล
  10. ช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว
  11. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ทำให้ระบบหัวใจแข็งแรงยิ่งขึ้น
  12. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง
  13. ช่วยลดความเครียด
  14. ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง ป้องกันการเสื่อมของเซลล์ในระบบประสาท
  15. งาดำมีธาตุเหล็กซึ่งช่วยบำรุงโลหิต
  16. ช่วยลดความดันโลหิต ขยายหลอดเลือด ป้องกันเกล็ดเลือดที่จะเกาะตัวกันเป็นลิ่ม
  17. ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดขาว ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
  18. การรับประทานงาดำพร้อมกันถั่วจะทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนอย่างครบถ้วน ซึ่งบางตัวเป็นกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้
  19. ช่วยให้นอนหลับสบาย ร่างกายกระปรี้กระเปร่า
  20. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหวัด
  21. ช่วยป้องกันการเกิดโรคเหน็บชา และตะคริว
  22. ช่วยบำรุงกระดูกและป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน
  23. ช่วยป้องกันโรคท้องผูก
  24. ช่วยบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวาร
  25. ช่วยต้านการอักเสบจากโรคข้อเสื่อม ยับยั้งการเสื่อมสลาย
  26. น้ำมันงาสามารถนำมาใช้เป็นยานวดร่วมกับสมุนไพรอื่น ๆ เพื่อช่วยรักษาเส้นเอ็นอักเสบ
  27. น้ำมันงาช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาการปวดเข่า เคล็ดขัดยอก
  28. ผู้รับประทานมังสวิรัตินิยมใส่งาลงในอาหารถั่วเหลืองที่ปรุง เพื่อให้อาหารมีโปรตีนสมบูรณ์มากขึ้น
  29. ประโยชน์งาดำในการนำมาแปรรูปเป็นงาดำแคปซูล

ประโยชน์ของน้ำมันรำข้าว

น้ำมันรำข้าว คือ น้ำมันพืชที่ผลิตจากน้ำมันรำข้าวดิบ ซึ่งสกัดจากรำข้าว มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี ในกลุ่มโทโคฟีรอลประมาณ 19-40% และกลุ่มโทโคไตรอีนอล 51-81% และโอรีซานอล (Oryzanol) ซึ่งสามารถต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามินอีถึง 6 เท่า มีกรดไขมันอิ่มตัว 18% กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fatty Acid : MUFA) 45% กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated Fatty Acid : PUFA) 37% น้ำมันรำข้าวเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-C)
กำลังฮอตและฮิตติดตลาดสำหรับอาหารเสริมน้ำมันรำข้าว มีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินอี น้ำมันรำข้าวมีประโยชน์มาก อยู่ในเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว และจมูกข้าว (Rice Germ) จึงอุดมด้วยสาระสำคัญทางธรรมชาติ และมีคุณค่าสูงต่อร่างกายหลายชนิด ประโยชน์นานาชนิด ซึ่งมีอยู่ในเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (Seed Membrane Layer) และจมูกข้าว (Rice Germ) จึงอุดมด้วยสารสำคัญทางธรรมชาติ และมีคุณค่าสูงต่อร่างกายหลายชนิดและด้วยประโยชน์ที่มีมากมายหลากหลาย เลยทำให้เกิดเป็นอาหารเสริมบำรุงสุขภาพที่มีส่วนประกอบของน้ำมันรำข้าวมากมาย
กลุ่มโรคมะเร็ง
โรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกอย่างไม่มีที่มาที่ไปในศตวรรษที่ผ่านมาและ ศตวรรษนี้ คือโรคมะเร็ง แต่น่ายินดีที่ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ พบว่า หากได้รับสารอาหารที่มีอยู่ในน้ำมันจมูกข้าวเข้มข้นถึง 5% ของกระแสเลือดในร่างกาย จะช่วยให้รอดพ้นจากการเป็นโรคมะเร็ง แม้ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งแล้ว ก็ช่วยได้ถึง 62% เนื่องจากในน้ำมันจมูกข้าว มีสารอาหารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก
การบำรุงสมอง บำรุงประสาท
น้ำมัน Linolic Acid ทำให้กล้ามเนื้อต่างๆสามารถดูดซับกลูโคส และกรดอะมิโนได้มากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนสภาพฮอร์โมนโปรสตาแกลนดิน และทำให้เกิด Cyclic AMP มากขึ้นจึงทำให้สารอาหารที่เหลืออยู่ในเลือดที่เป็นกลุ่มโปรตีน ไทโรซีน พิลทิลออลานิล ทรีพโทเพน มากขึ้น ซึ่งโปรทีนกลุ่มดังกล่าวจะเป็นแหล่งพลังงานในการทำหน้าที่หลักของเซลล์สมอง และประสาท ซึ่งจะช่วยซ่อมแซมสมอง และประสาทส่วนที่ชำรุด ระบบประสาทจะฟื้นตัวดีขึ้น
กลุ่มโรคเบาหวาน
ในน้ำมันรำข้าวสกัด มีธาตุโครเมียมที่ย่อยง่ายสูง 265x10-3 mg/100 gm โครเมียมที่ร่างกายดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดจะเกาะอยู่ตามเซลล์ต่างๆ ของกล้ามเนื้อและทำหน้าที่ในการจับกับฮอร์โมนอินซูลิน ช่วยให้ฮอร์โมนอินซูลินคงตัวได้นานขึ้น ซึ่งโดยปกติ ฮอร์โมนอินซูลินจะมีเสถียรภาพในการทำงาน (half-life) 5 นาที จึงช่วยทำให้การหลั่งกลูโคสลดลง ทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำและการดูดซึมน้ำตาลของกล้ามเนื้อก็ต่ำลงด้วย
กลุ่มโรคความดันโลหิตสูง
น้ำมัน Linoleic Acid จะเปลี่ยนแปลงสภาพเป็นโปสตาแกลนดิน ซึ่งจะกลายเป็นฮอร์โมนที่ลดการบีบตัวของเส้นเลือด จะทำให้ลิ่มเลือดสลายตัว ทำให้การทำงานของหัวใจลดลง
กลุ่มโรคความจำเสื่อม โรคไหลตาย
น้ำมันในส่วนฟอสฟอไลปิด และ ไกลโคไลปิด จะมีผลทำให้สมองและเซลล์สมองได้รับการซ่อมแซมในส่วนที่จุดเชื่อมต่อหลุด และบำรุงเซลล์ประสาทให้แข็งแรง
บำรุงผิวพรรณให้ผ่องใส และ ชลอความแก่
น้ำมันจมูกข้าว นอกจากจะมีวิตามินอีธรรมชาติในรูปแอลฟา-Tocopherol จำนวนมากแล้วน้ำมันจมูกข้าวและน้ำมันรำข้าวยังมีสารแกมม่า-ออไรซานอล ในปริมาณมากเช่นกัน ซึ่งสารทั้งสองเป็นสารแอนตี้ออกซิแด้นซ์ช่วยป้องกันเนื้อเยื่อถูกทำลาย โดยอนุมูลอิสระ รวมทั้งวิตามินบีคอมเพล็กซ์ โอเมก้า 6 และเซลาไมซ์(Ceramide) ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกแล้วว่า สารอาหารดังกล่าว มีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง เปล่งปลั่ง ผ่องใสมีน้ำมีนวลอยู่เสมอ ทำให้แก่ช้า หรือ ชลอความแก่ ที่มีรอยเหี่ยวย่นเกิดขึ้นแล้ว ก็ทำให้ริ้วรอยเหี่ยวย่นหายไป
ประโยชน์ของน้ำมันรำข้าว
1.) ช่วยปรับสมดุลของระบบฮอร์โมนในสตรีวัยทอง
2.) สร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเซลล์ประสาทสมอง
3.) ช่วยลดความเครียด
4.) สร้างเสริมสร้างความทรงจำ
5.) ช่วยทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นและเสริมสร้างเซราไมน์ให้เพียงพอ
6.) ลดการเกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ
7.) ลดสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจ
8.) ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว
9.) ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ
10.) ลดอัตราการเกิดโรคมะเร็ง
11.) ช่วยให้การทำงานของระบบประสาทดีขึ้น
12.) ช่วยลดระดับคอเรลเตอรอลในหลอดเลือด
13.) เพิ่มการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น
14.) ช่วยป้องกันแสงยูวีได้
15.) ลดอาการผิดปกติของสตรีวัยทอง

วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2560

(Trigernal) ไตรเจอนอล ครบทุกคำตอบ เรื่องสุขภาพ 5 in 1



ผลิตภัณฑ์ที่มีการรวมตัวของสารสกัดที่มีคุณค่า ก็คือน้ำมันจมูกข้าว เซซามิน เบต้ากลูแคน โดยเป็นการรวมตัวสารสกัดที่มีแกรมม่าออริสซานอล 48 ที่สูงมาก เพราะเป็น 3 คิงส์ในวงการอาหารเสริม และยังมีดีเอสเอ โคเอนไซม์คิวเทนรวมอยู่ด้วย ส่วนความแตกต่างคือเราบรรจุอยู่ในลิสแคป ข้อดีคือเวลากินเข้าไปจะช่วยให้การละลายค่อนข้างเร็ว สามารถช่วยดูดซึมเข้าร่างกายได้เป็นอย่างดี ถึงเป้าหมายได้ 100 เปอร์เซ็นต์ โดย 1 กล่อง มี 45 เม็ด สรรพคุณหลักๆ ช่วยในการนอนหลับลึก หลับสบาย และยังช่วยในการต้านโรคภัยต่างๆ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง”





ครบทุกคำตอบ เรื่องสุขภาพ  5 in 1
– ช่วยให้ระบบประสาทฟื้นตัวได้ดีขึ้น
– ช่วยซ่อมแซมสมอง เซลล์สมองและระบบประสาทส่วนที่ชำรุด
– บำรุงสมองในการพัฒนาโดยเฉพาะส่วนความจำและการเรียนรู้
– ช่วยลดการบีบตัวของเส้นเลือด ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น
– ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ
– ช่วยทำให้ตับทำงานดีขึ้น
– บรรเทาอาการของโรคอัลไซเมอร์
– รักษาโรคข้ออักเสบ
– บรรเทาอาการซึมเศร้า และสมาธิสั้น
– ลดระดับคลอเรสเตอรอลในโลหิต
– ป้องกันไม่ให้เนื้อเยื่อถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ
– ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์และอัมพาต
– เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว ทำให้ผิวเต่งตึงและลดรอยเหี่ยวย่น

ผลิตภัณฑ์ที่มีการรวมตัวของสารสกัดที่มีคุณค่า ก็คือ 
น้ำมันจมูกข้าว เซซามิน เบต้ากลูแคน 
เป็น 3 คิงส์ในวงการอาหารเสริม และยังมี ดีเอสเอ 
โคเอนไซม์คิวเทน รวมอยู่ด้วย ส่วนความแตกต่างคือ
เราบรรจุอยู่ในลิสแคป ข้อดีคือเวลากินไปจะช่วยให้การ
ละลายค่อนข้างเร็ว สามารถช่วยดูดซึมเข้าร่างกายได้เป็น
อย่างดี ถึงเป้าหมายได้ 100 เปอร์เซ็นต์ โดย 1 กล่อง มี 45 
เม็ด สรรพคุณหลักๆ ช่วยในการนอนหลับลึก หลับสบาย 
และยังช่วยในการต้านโรคภัยต่างๆ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง








จุดเด่นแคปซูลเจล Licap  Trigernal  
-สารอาหารดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย และรวดเร็ว
-การแตกตัวของแคปซูลสมบูรณ์แบบ 100%
-เปลือกแคปซูลบาง และแข็งป้องกันไม่ให้ออกซิเจน เข้าไปทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกับสารอาหารที่อยู่ภายใน 
-รักษาคุณสมบัติของสารอาหารได้ครบถ้วน
-ไม่เสื่อมสภาพเมื่อโดนลม
-แคปซูล ไม่ชื้น เหนียวติดกัน
-ไม่มีกลิ่นเหม็นหืน
-สารอาหารไม่เปลี่ยนสี



Rice Bram Germ Oil
• มีสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถช่วยบรรเทาอาการโรคมะเร็งได้
• ช่วยซ่อมแซมเซลล์สมองและระบบประสาทที่ชำรุด
• ลดระดับคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด
• ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ
• ช่วยทำให้ฮอร์โมนอินซูลินมีเสถียรภาพในการทำงาน จึงช่วยในเรื่องของโรคเบาหวาน

Sesamin Extract
  • งาดำ มีความสำคัญอย่างมากต่อความสมบูรณ์ของร่างกาย
  • ช่วยชะลอความแก่ คงความอ่อนเยาว์
  • ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ชุ่มชื้น ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
  • ช่วยซ่อมแซมและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนังของคุณ
  • ช่วยบำรุงรากผมให้แข็งแรง และช่วยให้ผมดกเงางาม
  • ช่วยป้องกันผมหงอก
  • ช่วยเพิ่มพลังงานและความแข็งแรงของร่างกาย
  • ช่วยในการเผาผลาญและสลายไขมัน ลดความอ้วน
  • ช่วยลดการดูดซึมและการสังเคราะห์คอเลสเตอรอล
  • ช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว
  • ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ทำให้ระบบหัวใจแข็งแรงยิ่งขึ้น
  • มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง
  • ช่วยลดความเครียด
  • ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง ป้องกันการเสื่อมของเซลล์ในระบบประสาท
  • งาดำมีธาตุเหล็กซึ่งช่วยบำรุงโลหิต
  • ช่วยลดความดันโลหิต ขยายหลอดเลือด ป้องกันเกล็ดเลือดที่จะเกาะตัวกันเป็นลิ่ม
  • ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดขาว ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
  • การรับประทานงาดำพร้อมกันถั่วจะทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนอย่างครบถ้วน ซึ่งบางตัวเป็นกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้
  • ช่วยให้นอนหลับสบาย ร่างกายกระปรี้กระเปร่า
  • ช่วยป้องกันการเกิดโรคหวัด
  • ช่วยป้องกันการเกิดโรคเหน็บชา และตะคริว
  • ช่วยบำรุงกระดูกและป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน
  • ช่วยป้องกันโรคท้องผูก
  • ช่วยบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวาร
  • ช่วยต้านการอักเสบจากโรคข้อเสื่อม ยับยั้งการเสื่อมสลาย
  • น้ำมันงาสามารถนำมาใช้เป็นยานวดร่วมกับสมุนไพรอื่น ๆ เพื่อช่วยรักษาเส้นเอ็นอักเสบ
  • น้ำมันงาช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาการปวดเข่า เคล็ดขัดยอก
  • ผู้รับประทานมังสวิรัตินิยมใส่งาลงในอาหารถั่วเหลืองที่ปรุง เพื่อให้อาหารมีโปรตีนสมบูรณ์มากขึ้น
  • ประโยชน์งาดำในการนำมาแปรรูปเป็นงาดำแคปซูล
  • ช่วยในการทำงานของตับให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น
  •  บรรเทาอาการของโรคอัลไซเมอร์
  • มีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ ช่วยดูแลโรคข้ออักเสบ

 

DHA (Docosahexaenoic Acid) คือกรดไขมันชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกายของมนุษย์อย่างมาก โดยอยู่ในกลุ่มของสารโอเมก้า 3 ซึ่งร่างกายของเราไม่สามารถผลิตหรือสังเคราะห์ขึ้นมาได้เอง ดังนั้น จึงต้องได้รับสารอาหารชนิดนี้จากการรับประทานอาหารที่มีสารโอเมก้า 3 เข้าไปเท่านั้น โดยส่วนใหญ่สารนี้จะอยู่ในอาหารประเภทปลาต่างๆ อย่างปลาทะเลน้ำลึก เช่น แซลมอน, ทูน่า เป็นต้น หรือในปลาน้ำจืด เช่น ปลาสวาย, ปลาช่อน เป็นต้น หรือในรูปของนมผง รวมทั้งไข่เป็นต้น

คนในวัยทำงานหากระดับของสาร DHA ในสมองลดต่ำลงจะก่อให้เกิดความเครียดขึ้น อาจกลายเป็นคนก้าวร้าว และเกิดภาวะซึมเศร้าขึ้นได้ และในผู้สูงอายุหากระดับของสาร DHA ลดต่ำลง ก็จะส่งผลให้กลายเป็นโรคอัลไซเมอร์ และมีปัญหาในด้านสายตาได้

DHA มีประโยชน์อะไรบ้าง?
  • ช่วยเสริมพัฒนาการทางสมองของเด็กได้ดีมากๆ เป็นการเพิ่มความจำที่ดี รวมทั้งทักษะในด้านการเรียนรู้สิ่งต่างๆ
  • ช่วยบำรุงสายตาของเด็กก่อนที่จะเริ่มพัฒนาไปสู่ทักษะในด้านต่างๆ
  • ช่วยแก้โรคสมาธิสั้นในเด็กได้ดี ทำให้สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบข้างได้อย่างรวดเร็ว
  • ช่วยบำรุงระบบประสาทให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในวัยทารก
  • ช่วยป้องกันการเกิดภาวะซึมเศร้าขึ้น
  •  ช่วยป้องกันภาวะหลอดเลือดเกิดการอุดตัน
  • ช่วยพัฒนาสมองโดยเฉพาะในส่วนความจำและการเรียนรู้
  • บรรเทาอาการซึมเศร้าและสมาธิสั้น

Beta Glucan
  • กระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกายใช้ป้องกันโรคติดเชื้อจากจุลชีพต่างๆ
  • ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
  • ป้องกันและบรรเทาโรคมะเร็ง
  • ต้านเซลล์มะเร็ง ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งต่างๆ
  • บรรเทาอาหาร และฟื้นตัวได้เร็วหลังจากทำเคมีบำบัด
  • ลดอาการภูมิแพ้และไข้หวัด
  • บรรเทาการติดเชื้อ และการอักเสบจากเชื้อชนิดต่างๆ
  • ช่วยให้บาดแผลหายเร็วขึ้น

Coenzyme Q 10  
เป็นสารที่มีบทบาทในการเพิ่มพลังงานให้แก่เซลล์ เพื่อใช้เป็นพลังงานในร่างกาย  ช่วยปกป้องเซลล์จากการทำลายโดยอนุมูลอิสระและยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคร้าย Coenzyme Q10 เป็นสารที่ร่างกายสามารถผลิตได้เองโดยธรรมชาติและมีความจำเป็นต่อร่างกาย Coenzyme Q10 ถัาระดับของ Coenzyme Q10 ลดลง ร่างกายจะไม่สามารถแปลงพลังงานจากอาหารให้อยู่ในสภาพที่ร่างกายจะนำไปใช้ได้ เลยทำให้เกิดการเจ็บป่วย ร่างกายอ่อนเพลีย ระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมสภาพตามมาได้

โคเอ็นไซม์ คิวเทน มาจากไหน

Coenzyme Q10 ตามธรรมชาตินั้น เกิดขึ้นเองภายในเซลล์ของอวัยวะที่ต้องการพลังงานสูงเช่น หัวใจ ตับ ไต และยังพบที่เซลล์อื่นๆอีก เช่น ที่ผิวหนังโดยที่ชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้แต่จะมีจำนวนลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น นอกจากนี้ยังได้รับจากการรับประทานอาหารจำพวกปลาที่มีไขมันมาก เช่น น้ำมันปลา ปลาทะเลน้ำลึก ปลาทู ปลาซาบะ ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ปลาแซลมอน เนื้อสัตว์ประเภทไก่ ไข่ เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ตับ ไต หัวใจ ถั่ว เมล็ดธัญพืชที่ไม่ขัดขาวผลไม้เปลือกแข็งผักเช่น บร๊อคโคลี่ ปวยเล้ง  อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์จากนม น้ำมันถั่วเหลือง ผัก รำข้าว ซีเรียล

     คุณสมบัติเด่นของ Coenzyme Q10 เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระนั่นเอง คือสามารถชะลอความแก่ได้โดยที่ Coenzyme Q10 สามารถสร้างพลังงานให้กับผิวเพื่อในการแบ่งเซลล์ ทำให้ริ้วรอยต่างๆสามารถลดลงและเลือนหายไป นอกเหนือจากคุณสมบัติในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และชะลอความแก่ได้แล้วนั้น   Coenzyme Q10 ยังมีคุณสมบัติต่างๆเช่นในการทำงานของหัวใจดีขึ้น ช่วยเสริมเกราะภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้นป้องกันและรักษาโรคเหงือกความดันเลือดสูง คลอเรสเตอรอลสูง และ Coenzyme Q10 นั้นยังมีประโยชน์อีกมากมายดังนี้
  1. โคเอนไซม์ Q10 ยังช่วยเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจนในเซลล์ผิวทำให้ผิวแน่น ยืดหยุ่นได้ดี ช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น
  2. มีความสำคัญอย่างมากต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย เพราะถ้าหากร่างกายขาด Coenzyme Q10 เซลล์ในร่างจะหยุดทำงานทันที!!
  3. มีบทบาทสำคัญในการช่วยลดริ้วรอย และชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง
  4. Coenzyme Q10 มีคุณสมบัติคล้ายกับวิตามินอี ช่วยเสริมการทำงานของหัวใจ เพิ่มพลังงานแก่ร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
  5. โรคเกี่ยวกับเหงือก เหงือกทำหน้าที่ในการยึดและพยุงฟันให้คงอยู่ในช่องปาก โรคเหงือกที่เป็นปัญหาและพบได้บ่อยเกิดจากคราบจุลินทรีย์ที่ถูกปล่อยให้สะสมอยู่บนตัวฟัน ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อต่างๆ จากการวิจัยพบว่าการรับ โคเอนไซม์ Q10 เข้าไปในร่างกายจะช่วยลดและบรรเทาอาการเหงือกบวมรวมถึงอาการฟันโยก ได้ และช่วยรักษาโรคเหงือกได้
  6. สำหรับผู้สูงอายุหลายๆคนแล้วการรับประทานโคคิว10 จะทำให้ร่างกายรู้สึกเหมือนมีพลังขึ้นมาทันที โรคที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ในร่างกายเช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์คินสัน เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของระบบประสาทที่พบได้มากที่สุด การได้รับโคเอนไซม์ Q10 เข้าไปในร่างกายสามารถช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากการเสื่อมของเซลล์ในร่างกายได้เนื่องจากใน โคเอนไซม์ Q10 มี ฟีนีลอะลานิน(Phenylalanine) ช่วยการทำงานของต่อมไทรอยด์ให้กระตุ้นการเผาผลาญของร่างกาย ทำให้รู้สึกสดชื่นตื่นตัว ลดความซึมเศร้า ช่วยให้ความจำและระบบประสาททำงานได้ดีขึ้น  และเนื่องจากคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระของโคเอนไซม์ Q10 ซึ่งสามารถช่วยปกป้องการทำลายของอนุมูลอิสระในสมองได้ จากการศึกษาพบว่าการให้โคเอนไซม์ Q10 เป็นอาหารเสริมช่วยชะลอความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อระบบประสาทและสมองได้
  7. เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เพราะโคคิว10 จะไปช่วยบรรเทาอาการเจ็บหน้าอกได้ดีกว่ายาแผนปัจจุบัน ในผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือดสูงเกินไป Q10 จะยับยั้งไม่ให้โคเลสเตอรอลจับเป็นก้อนอุดตันเส้นเลือด ใช้ในการรักษาโรคหัวใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวใจล้มเหลวเนื่องจากเส้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ ดังนั้นการรับประทานโคเอนไซม์ Q10 อาจจะช่วยให้อาการความดันโลหิตสูงดีขึ้น
  8. เชื่อว่าสามารถช่วยรักษาและป้องกันโรคมะเร็งได้ เนื่องคุณสมบัติของการมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของโคเอนไซม์ Q10 ทำให้สามารถช่วยป้องกันและรักษาโรคมะเร็งได้ ยังมีการศึกษาบางชิ้นที่แสดงว่าโคเอนไซม์ Q10 ให้ผลดีต่อการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย อีกทั้งมีงานวิจัยพบว่าในผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับระดับโคเลสเตอรอลสูงในกระแสเลือด และผู้ที่ได้รับยากลุ่ม Statin ผู้ป่วยดังกล่าวควรจะรับประทานโคเอนไซม์ Q10 เพราะยากลุ่มดังกล่าวส่งผลต่อการยับยั้งสร้างโคเอนไซม์ Q10ในร่างกาย

Coenzyme Q10 กับความสวยความงาม
  • ลดริ้วรอย ชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง 
  • ผลิตพลังงานให้กับเซลล์ของร่างกาย
  • ป้องกันการเกิดปฏิกิริยา ออกซิเดชั่น ที่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง
  • ลดผลกระทบโดยตรงจากรังสี UVA สาเหตุของริ้วรอยและความหมองคล้ำ


Tocopherol D Natural


  •  ป้องกันไม่ให้เนื้อเยื่อถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ
  • ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์
  • ช่วยลดความเสี่ยง ความรุนแรงของโรคอัลไซเมอร์
  • ป้องกันและสลายลิ่มเลือด
  • ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดและอัมพฤกษ์ อัมพาต
  • ช่วยทำให้แลดูอ่อนกว่าวัย โดยชะลอกระบวนการเสื่อมสภาพของเซลล์
  • ช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี
  • ช่วยนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายเพื่อเพิ่มสมรรถภาพความทนทาน
  • ช่วยปกป้องปอดจากมลพิษทางอากาศ โดยทำงานร่วมกับวิตามินเอ
  • ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้หลายชนิด
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการต่อสู้กับโรคให้เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์
  • ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม
  • ช่วยป้องกันและสลายลิ่มเลือด
  • ช่วยบรรเทาอาการอ่อนเพลีย
  • ลดโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจก
  • ป้องกันแผลเป็นหนานูน ทั้งภายนอกและภายใน
  • เร่งให้แผลไหม้บริเวณผิวหนังหายเร็วยิ่งขึ้น
  • ทำงานคล้ายยาขับปัสสาวะ ช่วยลดความดันโลหิต
  • ช่วยในการป้องกันภาวะแท้ง
  • บรรเทาอาการตะคริวหรือขาตึง
  • ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและอัมพฤกษ์ อัมพาต
  • ลดความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคอัลไซเมอร์ได้


เพิ่มเพื่อน
https://line.me/R/ti/p/%40ziq8963s

โรคไตวายเฉียบพลัน

โรคไตวายเฉียบพลัน  อาการแทรกซ้อนสุดอันตรายที่ต้องเฝ้าระวัง หากรักษาไม่ทันการณ์ อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ไตวายเฉียบพลันเป็นอาการที่สามารถเก...